หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS7 17ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร 'บ.ล็อกซเล่ย์' ที่ 'BBB+' หุ้นกู้มีการค้ำประกันบางส่วน ที่ 'A-'  แนวโน้ม 'Stable'

 

      ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'BBB+' และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้มีการค้ำประกันบางส่วนของบริษัทที่ระดับ ‘A-‘ โดยอันดับเครดิตหุ้นกู้มีการค้ำประกันบางส่วนสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของทั้งผู้ค้ำประกันและผู้ออกตราสาร ทั้งนี้ หุ้นกู้ชุดปัจจุบันของบริษัทได้รับการค้ำประกันในสัดส่วน 45% ของเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระโดย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ ‘BBB+’ด้วยแนวโน้ม ‘Stable’ หรือ ‘คงที่’ (International Scale) จาก S&P Global Ratings

      อันดับเครดิตของบริษัทสะท้อนถึงการมีธุรกิจที่หลากหลายและความสัมพันธ์ที่ยาวนานทั้งกับลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย การประเมินอันดับเครดิตยังพิจารณาถึงกระแสเงินสดจำนวนมากที่ได้รับจากเงินปันผลจากบริษัทร่วม 2 บริษัท อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตดังกล่าวถูกลดทอนลงจากการที่บริษัทมีอัตราการทำกำไรที่ค่อนข้างต่ำและรายได้ที่ผันผวนซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้จากงานโครงการ

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

คาดว่ารายได้จะฟื้นตัว

      สำหรับ ช่วงครึ่งแรกของปี 2562 รายได้ของบริษัทลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเป็น 5.95 พันล้านบาทเนื่องจากความล่าช้าจากโครงการภาครัฐบางโครงการ อย่างไรก็ตาม รายได้จากโครงการที่ล่าช้าจะรับรู้เป็นรายได้ภายในปีนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 บริษัทมีมูลค่างานในมือจำนวน 12 พันล้านบาทซึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งยังคงเชื่อว่าหลังการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภาครัฐจะยังคงใช้งบลงทุนมากขึ้นในอุตสาหกรรมเทศโนโลยีและสารสนเทศเนื่องจากต้องการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าในการเพิ่มรายได้ประจำจากธุรกิจให้บริการด้านอาหารและจัดจำหน่าย และธุรกิจบริการ ดังนั้นทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะฟื้นตัวอยู่ระหว่าง 1.4 หมื่นล้านบาท ถึง 1.6 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2562-2564

อัตรากำไรจากการดำเนินการจะปรับตัวดีขึ้น

      ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราผลขาดทุนจากการดำเนินงานที่ 1%-2% เนื่องจากรายได้ที่ลดลง โดยที่บริษัทยังมีต้นทุนในการขายและบริหารอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายพนักงาน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่งานโครงการของหน่วยงานภาครัฐจะมีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำเนื่องจากโครงการของภาครัฐส่วนใหญ่จะต้องมีการประมูลแข่งขันกันซึ่งเป็นการแข่งขันที่รุนแรง บริษัทได้ริเริ่มแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเพิ่มอัตราการทำกำไรด้วย โดยภายใต้แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจบริษัทได้ยกเลิกบางธุรกิจที่ไม่ทำกำไรและลดค่าใช้จ่ายพนักงานลง นอกจากนี้ บริษัทจะเพิ่มกลุ่มลูกค้ามากขึ้นและมุ่งเน้นในธุรกิจการให้บริการซึ่งจะสร้างอัตรากำไรให้สูงขึ้น ทั้งนี้ หากแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจประสบความสำเร็จจะช่วยให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจะปรับฟื้นตัวขึ้นในปี 2563 และ 2564

ธุรกิจที่หลากหลายช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

      บริษัทให้บริการและจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายผ่านบริษัทย่อยต่างๆ ที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมดหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ โดยธุรกิจของบริษัทสามารถแบ่งเป็น 5 กลุ่มธุรกิจหลักซึ่งได้แก่ (1) ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ (2) ธุรกิจพลังงาน (3) ธุรกิจ Network Solution (4) ธุรกิจให้บริการด้านอาหารและจัดจำหน่าย และ (5) ธุรกิจบริการ บริษัทยังได้ลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าหลายแห่งซึ่งช่วยขยายขอบเขตกิจการของบริษัทออกไปในหลายๆ ธุรกิจ เช่น การผลิตและจำหน่ายน้ำมันเครื่อง เหล็กแผ่นเรียบเคลือบโลหะและเคลือบสี และอื่น ๆ โดยแหล่งรายได้ที่หลากหลายจากธุรกิจจำนวนมากจะช่วยลดความผันผวนของรายได้

ความเข้มแข็งทางธุรกิจมาจากการมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับกลุ่มลูกค้า

      บริษัทมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานทั้งกับลูกค้าและผู้ผลิตและจำหน่าย โดยบริษัทมีชื่อเสียงที่ดีในตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าภาครัฐหลายแห่งจากการมีประวัติผลงานในโครงการจำนวนมากที่สำเร็จลุล่วง บริษัทยังเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ผลิตและจำหน่ายระดับโลกมาเป็นเวลานาน

      บริษัทมีคณะผู้บริหารและพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีความสามารถในการให้บริการและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพสูงในหลากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การมีความชำนาญทางเทคนิคในระดับสูงของพนักงานยังช่วยสร้างนวัตกรรมหรือเพิ่มโอกาสในธุรกิจใหม่ ๆ ให้แก่บริษัทอีกด้วย ทั้งนี้ จุดแข็งดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถชนะการประมูลงานภาครัฐได้อยู่เสมอ

กระแสเงินสดส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลของบริษัทร่วม

      ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคิดเป็นส่วนใหญ่ของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย บริษัทร่วมหลักเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัทกับ บริษัท บีพี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ บริษัท บลูสโคปสตีล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กชั้นแนวหน้าซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ เงินปันผลเป็นแหล่งกระแสเงินสดที่แน่นอนและสม่ำเสมอของบริษัทเนื่องจากบริษัทร่วมมีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี ในช่วง 3 ปีข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าเงินปันผลรับจากบริษัทร่วมจะอยู่ระหว่าง 400 ล้านบาทถึง 600 ล้านบาท

คาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้น

      ภาระหนี้ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นเงินกู้สินเชื่อโครงการ ภาระหนี้จึงมักอยู่ในระดับสูงเมื่อบริษัทได้รับสัญญาจากงานโครงการใหม่ ๆ ณ เดือนมิถุนายน 2562 ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 4.35 พันล้านบาทจากระดับ 3.35 พันล้านบาทในปี 2561 ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 42.4 ณ เดือนมิถุนายน 2562 เมื่อเทียบกับระดับ 35.8% ในปี 2561 ส่วนอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 9.8 เท่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 (ปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) จาก 5.3 เท่าในปี 2561 ตามแผนการปรับปรุงผลการดำเนินงานจากแผนปรับโครงสร้างองค์กร ทริสเรทติ้ง คาดว่า อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนที่ปรับปรุงแล้วจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 33% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้วจะลดลงเป็น 5 เท่าในปี 2564

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

      สภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดย ณ เดือนมิถุนายน 2562 บริษัทมีแหล่งเงินทุนประกอบด้วยเงินสดจำนวน 832 ล้านบาทและเงินลงทุนระยะสั้นจำนวน 393 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงาน 400 ล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และบริษัทมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้จากธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ อีกประมาณ 3.40 พันล้านบาท เมื่อรวมสภาพคล่องทั้งหมดของบริษัทแล้วคาดว่าจะเพียงพอสำหรับการชำระคืนหนี้และการลงทุนของบริษัทใน 12 เดือนข้างหน้า โดยบริษัทมีภาระในการชำระหนี้ระยะยาวจำนวนประมาณ 953 ล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ณ เดือนมิถุนายน 2562 บริษัทมีเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 2.29 พันล้านบาท และงบลงทุนจำนวนประมาณ 150 ล้านบาทในปี 2562

      ทริสเรทติ้ง เชื่อว่า บริษัทจะสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขของหุ้นกู้ได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 อยู่ที่ 0.6 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าเงื่อนไขของหุ้นกู้ที่กำหนดไว้ที่ 2.5 เท่า

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ในระหว่างปี 2562-2564 ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานดังต่อไปนี้

  • • รายได้ของบริษัทจะอยู่ระหว่าง 14 พันล้านบาท ถึง 16 พันล้านบาทในช่วงปี 2562-2564
  • • อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากการขาดทุนในปี 2562 เป็น 1% ในปี 2563 และปี 2564
  • • งบประมาณการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 450 ล้านบาทในช่วงประมาณการ 3 ปี
  • • อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนที่ปรับปรุงแล้วจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 33% ในปี 2564
  • • อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วจะปรับตัวดีขึ้นจาก 8% ในปี 2562 เป็น 15% ในปี 2564
  • • อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้วจะลดลงเป็น 5 เท่าในปี 2564

แนวโน้มอันดับเครดิต

      แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable'หรือ'คงที่'สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะการแข่งขันในการประมูลงานและสร้างรายได้จากงานโครงการได้ในระดับที่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ การประสบความสำเร็จจากการดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัทจะช่วยปรับปรุงผลการดำเนินงานของบริษัทให้ดีขึ้นด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

      โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตยังไม่มีในระยะใกล้เมื่อพิจารณาจากสถานะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบัน ในทางตรงกันข้าม การปรับลดอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากผลการดำเนินงานของบริษัทแย่ลงกว่าประมาณการของทริสเรทติ้งซึ่งอาจส่งผลมาจากอัตราการทำกำไรของบริษัทปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือเงินปันผลรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป,  26 กรกฎาคม 2562

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) (LOXLEY)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB+

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

LOXLEY20DA: หุ้นกู้มีการค้ำประกันบางส่วนในวงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563 A-

LOXLEY22DA: หุ้นกู้มีการค้ำประกันบางส่วนในวงเงินไม่เกิน 700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565 A-

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

         ติดต่อ santaya@trisrating.com  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

         บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ 

Click Donate Support Web

ais 790x90GC 950x120

 

sme 720x90

banpu 720x90 new1 1

       ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html